คณะทำงานด้านการดำเนินการทางการเงิน (FATF) แนะนำให้ประเทศต่างๆ บังคับให้ผู้ให้บริการ stablecoin รวมฟังก์ชันสัญญาอัจฉริยะเพื่อสามารถแช่แข็ง ทำลาย หรือใส่รายการห้ามทรัพย์สิน เพื่อป้องกันการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินที่ผิดกฎหมาย
ในรายงานฉบับใหม่ FATF เตือนว่าการทำธุรกรรมแบบ peer-to-peer ผ่านกระเป๋า “unhosted” เป็นช่องโหว่สำคัญในการควบคุมการฟอกเงิน เนื่องจากไม่ผ่านองค์กรกลางที่ควบคุมได้ หน่วยงานนี้ระบุว่ากลุ่มอาชญากรรมทางไซเบอร์เช่น Lazarus Group ได้ใช้ stablecoin โดยเฉพาะ USDT บน Tron เพื่อฟอกเงินจากกิจกรรมโจมตีทางไซเบอร์ ผู้กระทำผิดจากอิหร่านก็ถูกกล่าวหาว่าใช้ stablecoin เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร
FATF เสนอให้มีการตรวจสอบลูกค้าเพิ่มเติมเมื่อแลกเปลี่ยน stablecoin กำหนดขีดจำกัดการทำธุรกรรม และตั้งกลไกความร่วมมือ 24/7 กับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย
ในขณะเดียวกัน ธนาคารกลางยุโรปเตือนว่า stablecoin อาจลดจำนวนเงินฝากในธนาคารและส่งผลต่อประสิทธิภาพนโยบายการเงิน โดยเฉพาะหาก stablecoin ที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐฯ ถูกใช้อย่างแพร่หลาย
อย่างไรก็ตาม ปริมาณ stablecoin ที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐฯ ได้แตะประมาณ 294.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย Tether คิดเป็นส่วนใหญ่ที่มี USDT เกือบ 184 พันล้านดอลลาร์