ตามรายงานของ BlockBeats เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) หลายคนเตือนว่า ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อของสหรัฐกำลังเพิ่มขึ้นท่ามกลางสงครามอิหร่านที่ยังคงดำเนินอยู่ ซึ่งดันราคาน้ำมันและกดดันห่วงโซ่อุปทาน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ สาขาเซนต์หลุยส์ (St. Louis Fed) มุสซา อิเล็ม (Mussa llem) ระบุว่า ความเสี่ยงด้านนโยบายได้เปลี่ยนไปสู่เงินเฟ้อที่สูงขึ้น โดยอัตราดอกเบี้ยอาจจำเป็นต้องคงไว้เป็นเวลานาน และอาจมีการปรับเพิ่มเพิ่มเติมหากจำเป็น ประธานธนาคารกลางสหรัฐ สาขาชิคาโก (Chicago Fed) กูลส์บี (Goolsbee) เตือนว่า ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนอาจค่อยๆ ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก และอาจทำให้รูปแบบการส่งผ่านเงินเฟ้อคล้ายช่วงยุคโรคระบาดกลับมาอีกครั้ง
ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐพุ่งขึ้นเกิน 4.50 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ขณะที่ดัชนีความกดดันห่วงโซ่อุปทานโลกของธนาคารกลางนิวยอร์ก (New York Fed) แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2022 ข้อมูล PCE ล่าสุดชี้ว่า เงินเฟ้อของสหรัฐในเดือนมีนาคมอยู่ที่ 3.5% เมื่อเทียบรายปี และ PCE พื้นฐานเพิ่มขึ้นเป็น 3.2% ส่งผลให้เจ้าหน้าที่เฟดเริ่มยอมรับมากขึ้นว่าอาจจำเป็นต้องมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหากต้องทำตามสถานการณ์